ติดต่อ

บทความ

บริษัท BOI ต้องขอ FBC หรือไม่ เมื่อผลิตเพื่อส่งออก 100%

บริษัท BOI ต้องขอ FBC หรือไม่ ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปลายทางของสินค้า บริษัทต่างชาติที่ได้บัตรส่งเสริมประเภทผลิตเพื่อส่งออก 100% ยังอาจต้องขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBC) ถ้ารายได้มาจากการ "รับจ้างผลิต" ไม่ใช่การผลิตแล้วขายสินค้าของตัวเอง เพราะ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พิจารณาจากธุรกิจที่บริษัททำจริง ไม่ได้ดูว่าสินค้าส่งไปจบที่ประเทศไหน

พิชา วิชญโรจวรา ทนายความ Managing Partner, Head of Corporate, สำนักงานกฎหมายวายเอซีที

นักลงทุนหลายรายเข้าใจว่า เมื่อไม่ได้ขายสินค้าในไทยและไม่ได้แข่งกับผู้ประกอบการไทย ก็ไม่จำเป็นต้องขอ FBC ความเข้าใจนี้ถูกเพียงบางกรณี บทความนี้อธิบายเกณฑ์ที่ใช้แยกสองกรณีออกจากกัน ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ความเสี่ยงหากปล่อยไว้ และเช็กลิสต์สำหรับประเมินโมเดลธุรกิจของบริษัทตัวเอง

FBC คืออะไร และบริษัทแบบไหนต้องสนใจ

FBC คือหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้ประกอบธุรกิจในบัญชีสองหรือบัญชีสามท้าย พ.ร.บ. ได้ เรื่องนี้เกี่ยวเฉพาะบริษัทที่มีสถานะเป็น "คนต่างด้าว" ตามกฎหมายฉบับนี้เท่านั้น

มาตรา 4 นิยามคนต่างด้าวไว้กว้างกว่าที่หลายคนคิด นอกจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยและนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทยแล้ว ยังรวมถึงบริษัทที่จดทะเบียนในไทยแต่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุน และรวมถึงบริษัทที่ถือหุ้นโดยบริษัทซึ่งเป็นคนต่างด้าวอีกทอดหนึ่งด้วย บริษัทลูกของกลุ่มต่างชาติที่ตั้งโรงงานในไทยจึงมักเข้านิยามนี้

สำหรับคนต่างด้าวทั่วไป การประกอบธุรกิจในบัญชีสามต้องขอใบอนุญาต (Foreign Business License หรือ FBL) จากอธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตามมาตรา 8 ซึ่งมาตรา 17 ให้เวลาพิจารณาถึง 60 วัน แต่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริม BOI มีช่องทางที่ง่ายกว่า คือแจ้งเพื่อขอหนังสือรับรอง (FBC) ตามมาตรา 12 ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนยุ่งยาก แต่อยู่ที่หลายบริษัทไม่รู้ว่าตัวเองต้องแจ้ง

ตัวชี้ขาด: วัตถุดิบเป็นของใคร และรายได้คืออะไร

ตัวชี้ขาดไม่ใช่ปลายทางของสินค้า แต่คือคำถามสองข้อ ใครเป็นเจ้าของวัตถุดิบ และเงินที่บริษัทได้รับเป็นค่าสินค้าหรือค่าจ้าง สองคำถามนี้แบ่งธุรกิจออกเป็นสองแบบที่กฎหมายปฏิบัติต่างกัน

แบบที่ 1: ผลิตแล้วขาย

บริษัทซื้อวัตถุดิบเอง นำมาผลิตเป็นสินค้า แล้วขายให้ลูกค้าในต่างประเทศ สินค้าเป็นของบริษัทจนกว่าจะส่งมอบหรือโอนให้ผู้ซื้อ รายได้ที่ได้รับคือ "ค่าสินค้า"

กรณีนี้เป็นการผลิต ซึ่งโดยทั่วไปไม่อยู่ในบัญชีท้าย พ.ร.บ. คนต่างด้าวทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้ แม้จะผลิตตามสเปกที่ลูกค้ากำหนดหรือติดแบรนด์ของลูกค้าก็ตาม ข้อยกเว้นคือสินค้าบางประเภทที่บัญชีท้าย พ.ร.บ. ระบุไว้เป็นการเฉพาะ เช่น บัญชีสามกำหนดการสีข้าว การผลิตไม้อัด และการผลิตปูนขาวไว้ด้วย

แบบที่ 2: รับจ้างผลิต

ผู้ว่าจ้าง ซึ่งมักเป็นบริษัทแม่หรือลูกค้าในต่างประเทศ ส่งวัตถุดิบมาให้ บริษัทในไทยใช้แรงงาน เครื่องจักร และความชำนาญของตัวเองผลิตตามคำสั่ง แล้วส่งสินค้าสำเร็จรูปกลับไปให้ผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าของผู้ว่าจ้าง รายได้ที่ได้รับคือ "ค่าจ้างผลิต" หรือที่สัญญาภาษาอังกฤษมักเรียกว่า processing fee หรือ tolling fee

ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยข้อเท็จจริงลักษณะนี้ไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2534 บริษัทผู้รับจ้างผลิตสบู่ตามสูตรของผู้ว่าจ้าง โดยผู้ว่าจ้างจัดหาวัตถุดิบ น้ำหอม ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ให้ทั้งหมด ศาลเห็นว่าผู้ว่าจ้างหวังผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ สบู่ที่ผลิตขึ้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างมาตั้งแต่แรก เงินที่ได้รับจึงเป็นสินจ้าง ไม่ใช่ค่าตอบแทนการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า กรณีจึงเป็นการรับจ้างทำของ ไม่ใช่การขายของ

คดีนี้เป็นคดีภาษีการค้าตามกฎหมายเดิม แต่เหตุผลเรื่องกรรมสิทธิ์ในสินค้าและลักษณะของค่าตอบแทนคือหลักที่ใช้แยกจ้างทำของออกจากซื้อขาย และนำมาใช้อธิบายได้ตรงกับคำถามว่าบริษัทกำลังขายสินค้าหรือกำลังให้บริการ

คำว่า OEM อาจหมายถึงได้ทั้งสองแบบ

ในวงการผลิต คำว่า OEM ใช้เรียกการผลิตสินค้าให้แบรนด์ของคนอื่น แต่คำนี้ไม่ได้บอกว่าใครเป็นเจ้าของวัตถุดิบ โรงงาน OEM ที่ซื้อวัตถุดิบเองแล้วขายสินค้าสำเร็จรูปให้เจ้าของแบรนด์อยู่ในแบบที่ 1 ส่วนโรงงานที่เจ้าของแบรนด์ส่งวัตถุดิบมาให้แล้วเก็บค่าจ้างผลิตอยู่ในแบบที่ 2 การดูแค่ชื่อเรียกจึงสรุปไม่ได้

ประเด็นผลิตแล้วขายรับจ้างผลิต
ผู้จัดหาวัตถุดิบหลักบริษัทในไทยผู้ว่าจ้าง
กรรมสิทธิ์ในสินค้าระหว่างผลิตบริษัทในไทยผู้ว่าจ้าง
รายได้ของบริษัทค่าสินค้าค่าจ้างผลิต
สถานะตาม พ.ร.บ.ต่างด้าวการผลิต โดยทั่วไปไม่อยู่ในบัญชีท้าย พ.ร.บ.งานบริการ เข้าบัญชีสาม (21)
บริษัท BOI ที่เป็นคนต่างด้าวต้องทำอะไรโดยทั่วไปไม่ต้องขอ FBC สำหรับการผลิตแจ้งขอหนังสือรับรองตามมาตรา 12

บางบริษัทอยู่ระหว่างกลาง เช่น ลูกค้าส่งชิ้นส่วนหลักมาให้ แต่บริษัทซื้อวัสดุอื่นเองแล้วเรียกเก็บรวมเป็นราคาสินค้า กรณีแบบนี้ต้องดูสัญญา การโอนกรรมสิทธิ์ และวิธีออกใบแจ้งหนี้ประกอบกันเป็นรายกรณี

ทำไมรับจ้างผลิตจึงไปอยู่ในบัญชีสาม

รับจ้างผลิตเข้าบัญชีสามเพราะ (21) ของบัญชีสามเป็นข้อกวาดรวม คือ "การทำธุรกิจบริการอื่น ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวง" งานบริการใดที่ไม่มีกฎกระทรวงยกเว้นไว้ จึงตกอยู่ในบัญชีสามโดยอัตโนมัติ

กฎกระทรวงที่ยกเว้นธุรกิจบริการออกจาก (21) ออกมาเป็นระยะ ฉบับ พ.ศ. 2556 ยกเว้นธุรกิจหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และทรัสตี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 เพิ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจประกันภัย ส่วนชุดล่าสุดที่กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงเมื่อเดือนกันยายน 2569 ครอบคลุมธุรกิจอย่างโทรคมนาคม ศูนย์บริหารเงิน บริการงานธุรการ ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีสารสนเทศให้บริษัทในเครือ การค้ำประกันหนี้ให้บริษัทในเครือ และการขุดเจาะปิโตรเลียม ไม่มีฉบับใดยกเว้นงานรับจ้างผลิตไว้ แม้จะเป็นการรับจ้างผลิตให้บริษัทแม่ในกลุ่มเดียวกันก็ตาม

บริษัท BOI ต้องทำอะไร: แจ้งขอหนังสือรับรองตามมาตรา 12

บริษัทต้องนำบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแจ้งต่ออธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อขอหนังสือรับรอง เมื่อตรวจบัตรส่งเสริมแล้ว กฎหมายกำหนดให้อธิบดีออกหนังสือรับรองโดยเร็ว ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

เมื่อได้หนังสือรับรองแล้ว มาตรา 12 ให้บริษัทได้รับยกเว้นจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เว้นแต่มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 39 มาตรา 40 และมาตรา 42 ตลอดระยะเวลาที่ธุรกิจนั้นได้รับการส่งเสริม การยกเว้นจึงผูกอยู่กับสถานะการส่งเสริม หากการส่งเสริมสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน บริษัทต้องกลับมาพิจารณาว่าจะต้องขอใบอนุญาตตามช่องทางปกติหรือไม่

ในทางปฏิบัติ ควรแจ้งขอหนังสือรับรองตั้งแต่ได้บัตรส่งเสริม และตรวจให้ประเภทกิจการที่ระบุในบัตรตรงกับสิ่งที่บริษัททำจริง ถ้าบัตรเขียนว่าผลิตสินค้า แต่บริษัทหารายได้จากค่าจ้างผลิตเป็นหลัก ควรให้ที่ปรึกษาตรวจความสอดคล้องก่อนยื่น

ถ้าไม่ขอ FBC มีความเสี่ยงอะไร

ความเสี่ยงสำคัญคือ บริษัทอาจถูกมองว่าประกอบธุรกิจในบัญชีสามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 8 ซึ่งมาตรา 37 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเลิกการประกอบธุรกิจได้ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ต้องเสียค่าปรับอีกวันละ 10,000 บาทถึง 50,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน

มาตรา 8 เขียนให้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 12 ผลทางกฎหมายของบริษัท BOI ที่ไม่ได้แจ้งขอหนังสือรับรองจึงยังมีข้อโต้แย้งได้ แต่ข้อโต้แย้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ธุรกิจควรเอาไปเสี่ยง เพราะขั้นตอนตามมาตรา 12 ไม่ซับซ้อนและกฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้ชัด การแจ้งให้เรียบร้อยตั้งแต่ต้นจึงคุ้มกว่าการไปต่อสู้ภายหลัง

เช็กลิสต์ประเมินโมเดลธุรกิจของบริษัท

ตอบคำถามต่อไปนี้ให้ครบ ถ้าคำตอบข้อ 1 คือ "ใช่" และข้อใดข้อหนึ่งในข้อ 2 ถึง 5 ชี้ไปทางรับจ้างผลิต บริษัทควรตรวจเรื่อง FBC ทันที

  1. คนต่างด้าวถือหุ้นรวมกันตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนหรือไม่ โดยนับรวมการถือผ่านบริษัทอื่นด้วย
  2. ใครเป็นผู้ซื้อและเป็นเจ้าของวัตถุดิบหลัก
  3. สัญญากับลูกค้าเป็นสัญญาซื้อขาย หรือสัญญารับจ้างผลิต และกรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นของใครระหว่างผลิต
  4. ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บค่าสินค้า หรือค่าจ้างผลิต
  5. บริษัทมีรายได้ทั้งสองแบบหรือไม่ และสัดส่วนเป็นอย่างไร
  6. บัตรส่งเสริมระบุประเภทกิจการไว้อย่างไร และบริษัทแจ้งขอหนังสือรับรองตามมาตรา 12 แล้วหรือยัง

สรุป

การส่งออก 100% ไม่ได้ทำให้บริษัทต่างชาติพ้นจาก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยอัตโนมัติ สิ่งที่กฎหมายดูคือบริษัทผลิตแล้วขายสินค้าของตัวเอง หรือรับจ้างผลิตจากวัตถุดิบของผู้อื่น ถ้าเป็นแบบหลัง บริษัท BOI ต้องแจ้งขอหนังสือรับรองตามมาตรา 12 ให้เรียบร้อย

หากยังไม่แน่ใจว่าโมเดลของบริษัทเข้าข่ายแบบใด ทีมกฎหมายธุรกิจของสำนักงานกฎหมายวายเอซีทีช่วยตรวจสัญญา โครงสร้างรายได้ และดำเนินการแจ้งขอหนังสือรับรองตามมาตรา 12 ได้ นัดปรึกษาเรื่อง FBC และใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรืออ่านภาพรวมการขอส่งเสริมการลงทุนได้ที่ บริการด้าน BOI

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึง

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2534

    ผู้รับจ้างใช้แรงงานและเครื่องมือของตนผลิตสบู่ตามสูตรที่ผู้ว่าจ้างกำหนด โดยผู้ว่าจ้างจัดหาสัมภาระทั้งหมด สบู่จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างมาแต่แรก เงินที่ได้รับเป็นสินจ้าง กรณีเป็นการรับจ้างทำของ ไม่ใช่การขายของ

คำถามที่พบบ่อยในเรื่องนี้

  • บริษัทที่คนไทยถือหุ้นข้างมากต้องขอ FBC หรือไม่

    ไม่ต้อง ถ้าคนไทยถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่งจริงและไม่มีการถือหุ้นต่างด้าวทางอ้อมจนเข้านิยามมาตรา 4 บริษัทนั้นไม่ใช่คนต่างด้าวตามกฎหมายนี้ แต่ต้องเป็นการถือหุ้นจริง การถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายมีโทษตามมาตรา 36 ทั้งต่อผู้ถือหุ้นแทนและคนต่างด้าวที่ยินยอม

  • ผลิตตามแบบและติดแบรนด์ลูกค้า แต่บริษัทซื้อวัตถุดิบเอง ต้องขอ FBC หรือไม่

    โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะบริษัทผลิตสินค้าของตัวเองแล้วขายให้ลูกค้า แบบหรือแบรนด์ของลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนการขายสินค้าให้เป็นงานบริการ แต่ควรตรวจสัญญาว่าไม่มีข้อกำหนดที่ทำให้กรรมสิทธิ์ในสินค้าตกเป็นของลูกค้าตั้งแต่ระหว่างผลิต

  • บริษัทส่งออกในนามตัวเองและใช้ VAT 0% แสดงว่าเป็นการขายสินค้าใช่หรือไม่

    ไม่จำเป็น ข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0706/2575 วินิจฉัยว่า บริษัทรับจ้างผลิตที่ยื่นใบขนสินค้าขาออกในนามตัวเอง เข้าลักษณะขายสินค้าโดยส่งออกสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ในข้อหารือเดียวกันยังให้รับรู้รายได้แบบรับจ้างทำของ แต่ละกฎหมายมีเกณฑ์ของตัวเอง การจัดประเภททางภาษีจึงไม่ได้ชี้ขาดสถานะตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

  • ขอ FBC สำหรับบริษัท BOI ใช้เวลานานเท่าไร

    มาตรา 12 กำหนดให้อธิบดีออกหนังสือรับรองไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการได้รับบัตรส่งเสริม ส่วนเอกสารที่ต้องยื่นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด

  • ได้ FBC แล้วใช้ได้ตลอดไปหรือไม่

    ไม่ใช่ การยกเว้นตามมาตรา 12 มีผลตลอดระยะเวลาที่ธุรกิจนั้นได้รับการส่งเสริมการลงทุน หากการส่งเสริมสิ้นสุด หรือบริษัทขยายไปทำกิจการที่บัตรไม่ครอบคลุม ต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตใหม่

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 8 มาตรา 12 มาตรา 17 มาตรา 36 และมาตรา 37 และบัญชีสาม (21)
  • กฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2556 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 พ.ศ. 2569

บอกมาว่าจะทำอะไรในประเทศไทย แล้วเราจะบอกว่าต้องขออนุญาตอะไรบ้าง

LINE · ไทย / English
WeChat QR code

WeChat · YACT-Phicha

สแกนเพื่อเพิ่มเพื่อน