ชนะคดีที่ต่างประเทศแล้ว จะบังคับเอากับบริษัทไทยได้หรือไม่: ทำไมคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการข้ามพรมแดนได้ แต่คำพิพากษาศาลต่างประเทศข้ามไม่ได้
บริษัทต่างประเทศที่ชนะคดีในศาลบ้านเกิดของตนต่อคู่สัญญาไทย มักเข้าใจว่าจะนำคำพิพากษานั้นมาบังคับคดีที่กรุงเทพฯ ได้ทันที ซึ่งไม่ใช่ ขณะที่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำขึ้นในต่างประเทศกลับบังคับผ่านศาลไทยได้ โดยศาลจะปฏิเสธได้เฉพาะเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่กี่ข้อ และสิ่งที่ตัดสินว่าท่านจะถือเอกสารประเภทใดอยู่ในมือ คือข้อสัญญาระงับข้อพิพาทที่ลงนามไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน
เผยแพร่ 16 ตุลาคม 2569
คำพิพากษาศาลต่างประเทศไม่มีช่องทางเข้าสู่การบังคับคดีในไทย
กฎหมายไทยไม่มีกระบวนการให้จดทะเบียนคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ หรือให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นเอากับทรัพย์สินในประเทศไทย และประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นภาคีสนธิสัญญาที่กำหนดกระบวนการเช่นนั้นไว้ ความตกลงระหว่างไทยกับจีนว่าด้วยความช่วยเหลือทางการศาลในเรื่องแพ่งและพาณิชย์และความร่วมมือทางอนุญาโตตุลาการ ปี 1994 ครอบคลุมเรื่องอย่างการส่งเอกสารและการสืบพยาน รวมถึงเรื่องอนุญาโตตุลาการ แต่ไม่ได้ครอบคลุมการบังคับตามคำพิพากษาของศาลอีกฝ่ายหนึ่ง
ศาลฎีกาเคยวางหลักพื้นฐานไว้ในอีกบริบทหนึ่ง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2520 เจ้าพนักงานตำรวจยึดเงินที่ถูกชิงทรัพย์ไว้เพื่อส่งให้รัฐบาลต่างประเทศ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการยึดทรัพย์สินของบุคคลอื่นในประเทศไทยโดยชอบต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายไทย หรือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไทย และหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติระหว่างประเทศจะมีผลบังคับได้ต้องมีกฎหมายไทยรับรองไว้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจากต่างประเทศก็อยู่ในฐานะเดียวกัน หากต้องการเข้าถึงที่ดิน บัญชีเงินฝาก หรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ในประเทศไทย ต้องมีคำพิพากษาของศาลไทย
ในทางปฏิบัติจึงต้องฟ้องคดีใหม่ต่อศาลไทย คำพิพากษาต่างประเทศและสำนวนที่เกี่ยวข้องยื่นเป็นพยานหลักฐานได้โดยต้องแปลเป็นภาษาไทย แต่ศาลไทยเป็นผู้วินิจฉัยคดีเอง และลูกหนี้ยังต่อสู้คดีได้ โจทก์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายของการฟ้องคดีรอบที่สอง อาจถูกจำเลยขอให้วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียม และต้องคำนึงถึงอายุความตามกฎหมายไทยของมูลหนี้เดิม ซึ่งควรตรวจสอบก่อนจะพึ่งการดำเนินคดีในต่างประเทศ
คำชี้ขาดที่ทำในต่างประเทศมีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ
อนุญาโตตุลาการต่างออกไป เพราะพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 บัญญัติรองรับไว้ มาตรา 41 กำหนดให้คำชี้ขาดไม่ว่าจะทำขึ้นในประเทศใดผูกพันคู่พิพาท และบังคับได้เมื่อร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ส่วนคำชี้ขาดที่ทำขึ้นในต่างประเทศ ศาลจะพิพากษาบังคับให้ต่อเมื่อเป็นคำชี้ขาดที่อยู่ในบังคับแห่งสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี และเพียงเท่าที่ประเทศไทยยอมตนเข้าผูกพัน ในทางปฏิบัติคืออนุสัญญานิวยอร์ก ค.ศ. 1958 ดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9476/2558 ยืนยันไว้ ซึ่งครอบคลุมคำชี้ขาดที่ทำในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศคู่ค้าอีกจำนวนมาก
ตามมาตรา 42 เจ้าหนี้ต้องยื่นคำร้องภายใน 3 ปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ พร้อมต้นฉบับคำชี้ขาดหรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง ต้นฉบับสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือสำเนาที่รับรองถูกต้อง และคำแปลภาษาไทยของเอกสารทั้งสองที่รับรองตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนมาตรา 9 ให้ยื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือภาค ศาลที่มีการพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการอยู่ในเขต ศาลที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขต หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาข้อพิพาทนั้นได้
สิ่งที่ศาลไทยจะตรวจ และสิ่งที่จะไม่รื้อขึ้นมาใหม่
ศาลไม่พิจารณาข้อพิพาทซ้ำ ตามมาตรา 43 ศาลปฏิเสธการบังคับได้เฉพาะเมื่อฝ่ายที่ถูกบังคับพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุใดเหตุหนึ่งใน 6 เหตุ ได้แก่ คู่สัญญาบกพร่องในความสามารถ สัญญาอนุญาโตตุลาการไม่มีผลผูกพัน ไม่ได้รับแจ้งโดยชอบหรือไม่อาจเข้าต่อสู้คดีได้ คำชี้ขาดเกินขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการ องค์คณะหรือกระบวนพิจารณาไม่เป็นไปตามที่ตกลง หรือคำชี้ขาดยังไม่ผูกพันหรือถูกเพิกถอนแล้วในประเทศที่ทำคำชี้ขาด มาตรา 44 เพิ่มอีก 2 เหตุที่ศาลยกขึ้นได้เอง คือข้อพิพาทที่ไม่อาจระงับโดยอนุญาโตตุลาการได้ตามกฎหมาย และการบังคับที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6292/2561 แสดงให้เห็นทั้งสองด้าน บริษัทเกาหลีถือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฮ่องกงต่อบุคคลสองคนตามสัญญาซื้อขายหุ้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อต่อสู้ว่าผู้ร้องยังพิสูจน์ความเป็นนิติบุคคลไม่ได้ เพราะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 45 ขณะเดียวกันก็ไม่รับคำขอของผู้ร้องที่จะให้กำหนดดอกเบี้ยต่างไปจากคำชี้ขาด เพราะศาลไม่อาจพิพากษาบังคับเกินคำชี้ขาดได้
จุดที่กฎหมายไทยยังมีผล: ดอกเบี้ย
คดีเดียวกันนี้เป็นคำเตือนที่ชัดที่สุดสำหรับผู้ร่างสัญญาที่ใช้กฎหมายไทย คณะอนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้คิดดอกเบี้ยทบต้นรายวัน แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ห้ามคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยผิดนัด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการบังคับตามคำชี้ขาดส่วนนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และให้บังคับเฉพาะดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น คำชี้ขาดจะบังคับในไทยได้เพียงเท่าที่เนื้อหาไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของไทย และดอกเบี้ยคือจุดที่มักชนกับหลักนี้บ่อยที่สุด
ตัวคำร้องก็ต้องร่างอย่างระมัดระวัง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6933/2543 ผู้ร้องขอให้ชำระเป็นเงินบาทโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันยื่นคำร้อง การที่ศาลล่างพิพากษาให้ชำระเป็นเงินตราต่างประเทศจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142
3 ปี และเริ่มนับเมื่อใด
ระยะเวลา 3 ปีตามมาตรา 42 เริ่มนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2562 คำชี้ขาดชั้นต้นของสมาคมการค้าระหว่างประเทศยังอุทธรณ์ภายในองค์กรได้ และผู้คัดค้านก็อุทธรณ์จริง ระยะเวลา 3 ปีจึงนับจากคำชี้ขาดชั้นอุทธรณ์ คำร้องที่ยื่นเกือบ 4 ปีหลังคำชี้ขาดชั้นต้นจึงยังอยู่ในกำหนด ตรงกันข้ามกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2561 ที่ศาลชั้นต้นนับจากวันที่คู่พิพาทได้รับสำเนาคำชี้ขาดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และยกคำร้องที่ยื่นเมื่อล่วงเลยกว่า 4 ปี ส่วนอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ที่อ้างว่าการล้มละลายของบริษัทที่เกี่ยวข้องเป็นเหตุให้ยื่นล่าช้า ไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 45 จึงไม่ได้รับการวินิจฉัย หลักฐานวันที่ได้รับคำชี้ขาดจึงควรเก็บไว้ตั้งแต่วันที่ได้รับ
การเพิกถอนเป็นอำนาจของศาลในประเทศที่ทำคำชี้ขาด
บางครั้งคู่พิพาทฝ่ายไทยพยายามรุกกลับ โดยขอให้ศาลไทยเพิกถอนคำชี้ขาดต่างประเทศ ศาลฎีกาปิดช่องทางนี้แล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9476/2558 วินิจฉัยว่ากฎหมายให้อำนาจศาลไทยเพียงบังคับหรือปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดที่ทำในต่างประเทศ ส่วนการขอเพิกถอนต้องยื่นต่อศาลของประเทศที่ทำคำชี้ขาด สอดคล้องกับข้อ 5 (1) (อี) แห่งอนุสัญญานิวยอร์ก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8539/2560 นำหลักนี้มาใช้กับคำชี้ขาดที่ทำขึ้นที่เมืองลิเวอร์พูล ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเคยมีคำสั่งเพิกถอนไปแล้ว หากมีการขอเพิกถอนค้างอยู่ในประเทศที่ทำคำชี้ขาด มาตรา 43 ให้ศาลไทยเลื่อนการพิจารณาได้ และถ้าเจ้าหนี้ร้องขอ ศาลอาจสั่งให้ฝ่ายที่จะถูกบังคับวางประกันที่เหมาะสมไว้ก่อน
การอุทธรณ์ก็แคบตลอดสาย มาตรา 45 ให้อุทธรณ์ตรงไปยังศาลฎีกาได้เฉพาะเหตุที่ระบุไว้ เช่น ขัดต่อความสงบเรียบร้อย คำพิพากษาไม่ตรงกับคำชี้ขาด หรือมีผู้พิพากษาทำความเห็นแย้ง
ความหมายต่อสัญญาที่ท่านกำลังจะลงนาม
สำหรับบริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจกับคู่สัญญาไทยซึ่งมีทรัพย์สินอยู่ในไทย ข้อสัญญาระงับข้อพิพาทคือสิ่งที่ตัดสินว่าท่านจะเก็บเงินได้หรือไม่ ข้อสัญญาที่ให้ศาลในประเทศของท่านมีเขตอำนาจ จะได้คำพิพากษาที่ต้องนำมาฟ้องใหม่ในไทย ส่วนข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการที่กำหนดสถานที่ในประเทศภาคีอนุสัญญานิวยอร์ก จะได้คำชี้ขาดที่ศาลไทยบังคับให้ เว้นแต่มีการพิสูจน์เหตุตามที่กฎหมายกำหนด คดีข้างต้นยังให้ข้อคิดอีก 2 ข้อ คือ หากสัญญาใช้กฎหมายไทย ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยต้องอยู่ในกรอบของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเมื่อได้รับคำชี้ขาดแล้ว ให้กำหนดวันครบ 3 ปีนับแต่วันที่อาจบังคับได้ไว้ทันที
หากลูกหนี้ถูกฟ้องต่อศาลไทยทั้งที่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ มาตรา 14 ให้ลูกหนี้ยื่นคำร้องไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การ ขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ ข้อสัญญานี้จึงมีผลทั้งสองทาง และควรร่างให้ถูกต้องตั้งแต่ก่อนลงนาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างถึง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2520
การยึดทรัพย์สินของบุคคลอื่นในประเทศไทยโดยชอบต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายไทย หรือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไทย หลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติระหว่างประเทศจะมีผลบังคับได้ต้องมีกฎหมายไทยรับรอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6292/2561
บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการฮ่องกง เว้นแต่ส่วนดอกเบี้ยทบต้นรายวัน ซึ่งขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ภายใต้สัญญาที่ใช้กฎหมายไทย จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศาลบังคับเกินคำชี้ขาดไม่ได้ และอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 45
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2562
เมื่อคำชี้ขาดชั้นต้นยังอุทธรณ์ภายในองค์กรได้ ระยะเวลา 3 ปีตามมาตรา 42 นับจากคำชี้ขาดชั้นอุทธรณ์ ไม่ใช่คำชี้ขาดชั้นต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2561
นับระยะเวลา 3 ปีจากวันที่คู่พิพาทได้รับสำเนาคำชี้ขาดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ คำร้องที่ยื่นเมื่อล่วงเลยกว่า 4 ปีจึงไม่อาจบังคับได้ และอุทธรณ์คำสั่งนั้นไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 45
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9476/2558
ศาลไทยไม่มีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดที่ทำขึ้นในต่างประเทศ การขอเพิกถอนต้องกระทำต่อศาลของประเทศที่ทำคำชี้ขาด สอดคล้องกับข้อ 5 (1) (อี) แห่งอนุสัญญานิวยอร์ก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8539/2560
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดที่ทำขึ้นที่เมืองลิเวอร์พูล คำสั่งเพิกถอนจึงไม่ชอบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6933/2543
ผู้ร้องขอให้ชำระเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันยื่นคำร้อง การพิพากษาให้ชำระเป็นเงินตราต่างประเทศจึงเกินคำขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142
คำถามที่พบบ่อยในเรื่องนี้
เรามีคำพิพากษาศาลจีนที่ให้บริษัทไทยชำระหนี้ จะนำมาบังคับคดีในไทยได้หรือไม่
ไม่ได้โดยตรง กฎหมายไทยไม่มีกระบวนการจดทะเบียนหรือบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ จึงต้องฟ้องคดีใหม่ต่อศาลไทย โดยอ้างคำพิพากษาต่างประเทศเป็นพยานหลักฐานได้ ควรตรวจอายุความตามกฎหมายไทยของมูลหนี้เดิมก่อนจะพึ่งการดำเนินคดีในต่างประเทศ
สัญญากำหนดให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์ บริษัทไทยจะขอให้ศาลไทยเพิกถอนคำชี้ขาดได้หรือไม่
ไม่ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9476/2558 และ 8539/2560 วินิจฉัยว่าศาลไทยไม่มีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดที่ทำขึ้นในต่างประเทศ บริษัทไทยทำได้เพียงคัดค้านการบังคับในไทยตามเหตุในมาตรา 43 และมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ
มีเวลานานเท่าใดในการขอบังคับตามคำชี้ขาดต่างประเทศในไทย
3 ปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามคำชี้ขาดได้ ตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ หากข้อบังคับของสถาบันเปิดให้อุทธรณ์ภายในได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2611/2562 นับจากคำชี้ขาดชั้นอุทธรณ์
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 9, 14, 41, 42, 43, 44 และ 45
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142
ไม่แน่ใจว่าหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่
สอบถามได้ก่อน ไม่มีข้อผูกมัด และทุกเรื่องเป็นความลับ



